พูดถึง สายชาร์จ USB TYPE C เชื่อว่าทุกคนต้องเคยได้ยินมาแล้ว เพราะอุปกรณ์เครื่องคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ แท็บเล็ต โน้ตบุ๊ก หรืออุปกรณ์ต่อพ่วงต่างๆ รุ่นใหม่ ก็เริ่มเปลี่ยนไปใช้พอร์ทนี้กันมากขึ้น โดยใช้แทนได้ทั้ง สายชาร์จ สายซิงค์ข้อมูลและอื่นๆ แล้วเจ้าพอร์ทตัวนี้ คืออะไร ดีกว่าแบบเดิมๆ อย่างไร วันนี้เรามีคำตอบ
ขอบคุณข้อมูลจาก Commy always go with you
USB type C คืออะไร?
USB Type-C นั้นเป็นพอร์ตสำหรับเชื่อมต่ออุปกรณ์ไอทีที่เข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาการพกสายหลายสายให้วุ่นวาย ไม่ว่าจะเป็นสายชาร์จ สายสำหรับซิงค์ข้อมูล สายสำหรับเชื่อมต่อเครื่องพิมพ์ และอื่นๆ เพราะเจ้าพอร์ตชนิดนี้สามารถใช้งานร่วมกับสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต โน๊ตบุ๊ค คอมพิวเตอร์ รวมไปถึงอุปกรณ์ต่อพ่วงอื่นๆ อย่างจอมอนิเตอร์ได้ ซึ่งข้อดีคือทำให้เราไม่ต้องเสียเวลาคิดว่าสายที่อยู่ในกระเป๋าเรานี้มีไว้ใช้กับอุปกรณ์ไหน และป้องกันการเสียบหัวชาร์จผิดด้านโดยไม่ตั้งใจอีกซึ่ง สายชาร์จ USB Type-C ในช่วงแรกนั้น อุปกรณ์หลักๆ ที่ใช้พอร์ตนี้เป็นมาตรฐานคือเครื่อง Macbook ทำให้ทาง Apple สามารถทำ MACBOOK ที่บางลง เล็กลง และน้ำหนักเบาได้นั่นเอง
ข้อดีของ สายชาร์จ USB Type C
- หัวของสายชาร์จเหมือนกันทั้ง 2 ด้าน ทำให้หมดปัญหาเรื่องการเสียบหัวชาร์จผิดด้าน และไม่ต้องเสี่ยงกับความเสียหายที่จะเกิดจากการพยายามบังคับเสียบสายเข้าไปที่พอร์ตแบบผิดทาง
- ขนาดเล็กและบาง ทำให้สายดูดีขึ้น และทำให้บริษัทผู้ผลิตอุปกรณ์ไอทีออกแบบสินค้าได้ง่ายขึ้น
- ถ่ายโอนข้อมูลได้ไวกว่าพอร์ตแบบปกติ ซึ่งสามารถถ่ายโอนข้อมูลได้ถึง 10 กิกะบิตต่อวินาที (Gbps) เลยทีเดียว ในขณะที่พอร์ต USB 2.0 แบบเดิม มีความเร็วเพียง 480 เมกะบิตต่อวินาที (Mbps) เท่านั้น เมื่อถ่ายโอนไฟล์ใหญ่ๆ อย่างเช่นไฟล์วิดีโอแบบ 4K จึงทำได้เร็วกว่าและมีประสิทธิภาพมากกว่า
- รองรับพลังงานได้สูงสุดถึง 100W สามารถใช้เป็นสายชาร์จได้ร่วมกันของอุปกรณ์นานาชนิด ไม่ว่าจะเป็นคอมพิวเตอร์ โน้ตบุ๊ก โทรศัพท์มือถือ กล้อง คีย์บอร์ด เมาส์ และอื่นๆ จนไปถึงจอมอนิเตอร์ ซึ่งทำให้เราพกสายชาร์จน้อยลง คล่องตัวมากขึ้น และยังทำให้ชาร์จอุปกรณ์ต่างๆ ได้ไวมากขึ้นนั่นเอง
ปัจจุบันสายชาร์จโทรศัพท์ที่เป็นพอร์ต USB Type-C ถูกผลิตออกมาให้เลือกใช้อย่างแพร่หลาย วันนี้เราจึงนำบางส่วนมาแนะนำให้คนที่สนใจเก็บไว้เลือกพิจารณาก่อนการเลือกซื้อกัน