ผ้าไหมไทยเป็นภูมิปัญญาที่สืบทอดต่อเนื่องมาอย่างยาวนาน และเป็นอัตลักษณ์หนึ่งของประเทศไทยที่โด่งดังไปทั่วโลก ชาวต่างชาติต่างนิยมชมชอบ และมักซื้อกลับไปเมื่อมาเยี่ยมเยือนประเทศไทย นั่นคือผ้าไหมไทย ซึ่งปัจจุบันได้มีการดีไซน์ชุดผ้าไหมเป็นแบบแฟชั่น ปรับรูปแบบและลวดลายให้เหมาะสมไปกับยุคสมัยเพื่อตอบโจทย์คนรุ่นใหม่มากขึ้น ผ้าไหมไทยมีความหลากหลายทั้งรูปแบบ ลวดลาย และสีสันแตกต่างกันไปในแต่ละท้องถิ่น ตามความเชื่อและประเพณีวัฒนธรรมในพื้นถิ่น โดยกรรมวิธีทำให้เกิดลวดลายในผ้าไหมไทยแบ่งเป็น 3 ประเภท ได้แก่ การทอขัด การมัดหมี่ และการมัดย้อม แต่ที่เรามักได้ยินและเห็นบ่อยๆ คือการมัดหมี่นั่นเอง
วิถีทางผ้าไหมมัดหมี่วัฒนธรรมอันล้ำค่าประเทศไทย
ผ้าไหมไทยเป็นองค์ความรู้ที่สืบต่อไม่ขาดสายมาอย่างนาน และเป็นเอกลักษณ์หนึ่งของไทยที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลก ชาวต่างชาติต่างนิยมนิยมชมชอบ และมักซื้อกลับไปเมื่อมาเยี่ยมเยือนไทย นั่นคือผ้าไหมไทย ซึ่งยุคปัจจุบันได้มีการออกแบบชุดผ้าไหมเป็นแบบเทรนด์นิยม ปรับรูปแบบและแบบให้เหมาะไปพร้อมทั้งยุคสมัยเพื่อตรงใจคนรุ่นใหม่มากขึ้น ผ้าไหมไทยมีความมากมายทั้งรูปแบบ รูปแบบ และสีสันแหวกแนวกันไปในแต่ละท้องถิ่น ตามความเชื่อและประเพณีวัฒนธรรมในพื้นถิ่น โดยกรรมเคล็ดลับทำให้เกิดลวดลายในผ้าไหมไทยแบ่งเป็น 3 จำพวก ได้แก่- การทอขัด
- การมัดหมี่
- การมัดย้อม
เส้นทางผ้าไหมมัดหมี่เมื่อครั้งอดีต
ย้อนประวัติศาสตร์กันสักนิด มีข้อสันนิษฐานจากการสืบค้นว่าประเทศไทยน่าจะได้แบบอย่างของผ้าไหมมัดหมี่น่าจะได้รับแบบอย่างมาจากประเทศอินเดีย ผ่านมาทางอินโดนีเซียและกัมพูชาหรือเขมร จึงจะเห็นได้ว่าลายผ้ามัดหมี่ของจังหวัดสุรินทร์ และบุรีรัมย์บ่งบอกวัฒนธรรมแบบเขมรอย่างชัดเจน โดยการทอผ้ามัดหมี่โบราณนิยมย้อมสีด้วยสีธรรมชาติ เช่น สีแดงจากครั่ง สีน้ำเงินจากคราม เป็นต้นกว่าจะมาเป็นผ้าไหมมัดหมี่
ผ้าไหมมัดหมี่เกิดจากการมัดเส้นด้ายหรือเส้นไหม ผูกให้เป็นลวดลายเป็นเปลาะๆ แล้วนำไปย้อมสี ลวดลายที่เกิดขึ้นเกิดจากการซึมของสีไปตามส่วนของเส้นไหมหรือเส้นด้ายที่เว้นไว้ไม่ถูกมัดขณะย้อม เมื่อย้อมสีแล้วแกะเชือกออกจะเกิดเป็นลวดลายตามช่องของการมัดส้นเชือก โดยลวดลายผ้าไหมมัดหมี่ล้วนสืบทอดมาจากบรรพบุรุษ เช่น ลายกง ลายโคม ลายหมากจับ ลายปลาซิว ลายดอกแก้วน้อย เป็นต้น